• ค้นหาข่าว

    11/07/2559

    น็อต อัครณัฐ น้ำตาคลอ วอนอย่าตัดสินกันแค่ในคลิป กราบรถกู



      น็อต อัครณัฐ น้ำตาคลอ ชี้แจงดราม่า กราบรถกู วอนอย่าตัดสินตัวเอง เพียงเพราะคลิปนั้น พร้อมยอมรับผิดขอโทษคู่กรณี ขออย่าว่าไปถึงครอบครัว

              เมื่อเวลาประมาณ 00.50 น. ของวันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 ที่ สน.ยานนาวา น็อต อัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล อายุ 28 ปี พิธีกรรายการโทรทัศน์รถโรงเรียน ทางช่องจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (คนขับรถมินิคูเปอร์สีเหลืองในเหตุกราบรถกู) ได้ควงทนายให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน หลังจากให้การกับตำรวจว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อรถของตนถูกชน นายกิตติศักดิ์ สิงโต หรือ บอย อายุ 25 ปี ขี่รถจักรยานยนต์​ออกไป ตนเลยวิ่งตาม จากนั้นเขาก็ขี่วกรถจักรยานยนต์กลับมาจนเกิดการชุลมุนกันขึ้น ที่ตนต้องทำไปอย่างนั้น เพราะไม่อย่างนั้นคงต้องรับผิดชอบคนเดียว นาทีนี้ต้องขอโทษน้องบอย ขอโทษสื่อมวลชน ขอโทษทุก ๆ คนด้วย


    หลังเกิดเหตุคุยกันแล้ว เคลียร์กันแล้ว ต่อหน้าร้อยเวร ยกมือไหว้ขอโทษแม่ด้วย หลังจากนั้นคุยกันอีก แม่น้องบอยบอกว่า ลูกเค้าก็ผิด ขอโทษเช่นกัน ไม่ได้คุยกันด้วยอารมณ์ ไม่ได้มีอะไรโกรธกัน หลังจากนั้นเราตกลงกันได้ รถผมมีประกัน ตนถามร้อยเวรว่า ถ้าแจ้งความจะมีผลกับน้องหรือไม่ ตนจึงแจ้งในแบบไม่มีคู่กรณี และได้แจ้งความแบบนี้ไปแล้ว ทุกอย่างโอเค คิดว่าจะจบแล้ว จับมือกันต่อหน้าตำรวจ ด้านคุณแม่ ระบุว่า ไม่เป็นไร ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแม่รับผิดชอบ

              "คนแถวนั้น ชาวบ้าน ไทยมุงรุมด่าผม เพราะเห็นเฉพาะจุดที่ผมทำกับน้อง แม่บอกว่า ไม่ต้องห่วงถ้ามีอะไรคุณแม่จะออกมาแก้เอง" พิธีกรหนุ่มกล่าว ขณะที่ทนายเปิดคลิปให้ผู้สื่อข่าวดูสิ่งที่แม่ของบอยพูดไว้

              น็อต กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้ร่ำรวย และจะขอดูแลเต็มที่เท่าที่ดูแลได้ ทางแม่บอยยังขอสำเนาบัตรประชาชน ใบขับขี่ไว้ แต่ตนยืนยัน ให้โทร.ตามเบอร์ที่ให้ได้เลย ตนไม่หนีไปไหน วันจันทร์นี้ถ้าน้องบอยต้องไปตรวจเช็กอะไรเพิ่ม ตนพร้อมรับผิดชอบ วันนี้บ้านผมโดนปาไข่ ทั้งพ่อทั้งแม่ ทุกคนที่รักโดนหมด ร้านอาหารผมก็โดน ถามว่าคนเหล่านั้นทำอะไรผิด ไม่เป็นไร ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะด่า แต่การกระทำทั้งหมดขอให้ว่าที่ผม ผมขอโทษทุกอย่าง ผมพูดแบบนี้ตลอด ตั้งแต่นาทีแรกที่เจอฝ่ายคู่กรณีที่สถานีตำรวจ ผมไม่หนีไปไหน ผมยังเป็นเด็กที่น่ารักของพี่ ๆ นักข่าวทุกคน ผมไม่ได้สร้างภาพ ไม่ได้มาทำเป็นคนดีต่าง ๆ นานา การกระทำแค่นาทีกว่า ๆ อย่าตัดสินผมเลย


    ผมไม่รู้ว่ารถผมเป็นขนาดไหน ผมพยายามเอาน้องมาตั้งแต่แรก แต่เขาไม่ทิ้งรถไม่ออกจากรถ เพื่อมาดูรถผม ถ้าทุกคนอยู่ตรงนั้นจะทำยังไง ผมไม่รู้หรอกว่าเขาจะมีมีดไหม ผมเป็นคนหนึ่งที่มีอารมณ์ ผมไม่มีเวลาจะมาประดิษฐ์คำหรอกครับ ว่าให้คุณมาขอโทษรถผมหน่อย ผมไม่มีเวลาคิดขนาดนั้น ถ้าถามว่าผมผิดไหม ผมผิดที่ผมใช้อารมณ์ แต่ผมไม่อยากให้เขาหนีไป แต่สิ่งที่ผมเห็นคือการขับรถไปอีกเลนหนึ่งแล้วเร่งเครื่อง เขามาขอโทษตอนหลัง ผมก็โอเค อารมณ์ตอนนั้นผมก็โมโหพอสมควร ผมจบตั้งแต่ตอนนั้น มีตำรวจ มีทหารมา ผมก็มาที่โรงพักไม่ได้หนีไปไหน มาขอโทษเขาที่นี่เลย ผมขอโทษครับกับน้องบอย กับคุณแม่และพี่สาว และญาติ ๆ ของเขาที่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ 

               คนอาจจะมองว่าเรื่องของผมมันน้อยนิด ครับผมไม่เป็นไร ผมรักความฝันของผมครับ หลังจากนี้ก็ไม่ต้องห่วง ผมไม่ได้เปรียบเพราะมีนักข่าว แต่ผมเสียเปรียบมากกว่าอีก แต่ขอร้อง 1 คลิกของคุณ 1 การพิมพ์ข้อความของคุณ มันบั่นทอนจิตใจผม ไม่เป็นไรผมเข้าใจ แต่อย่าทำร้ายคนที่ผมรัก เพราะพวกเขาไม่เกี่ยว อย่าตัดสินผมแค่ 1 นาทีครึ่ง จากมุมใดมุมหนึ่ง


    ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายคู่กรณีฟ้องฐานทำร้ายร่างกายจะฟ้องกลับหรือไม่ ทนายส่วนตัวของน็อต กล่าวว่า พนักงานสอบสวนเรียกมาสอบถามข้อเท็จจริง ซึ่งตนเชื่อว่า ด้วยหลักฐานต่าง ๆ ที่มีจะตอบความจริงทั้งหมด อยากให้ทุกคนใช้ใจเป็นธรรม ขอให้ดูตั้งแต่ต้น เมื่อทรัพย์สินเราถูกทำให้เสียหาย ทรัพย์สินที่เรารักเก็บหอมรอมริบมาแล้วหนีไปเลย ขี่ไปข้างหน้าแล้วยูเทิร์นจะกลับมาซิกแซกหลบไปนั้น น็อตเขารักรถเขาวิ่งข้ามถนนรถเกือบจะชน นอกจากนั้นได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับทางฝ่ายนายบอยด้วย หลายคนอาจจะคิดว่าเล็กน้อย แต่มันคือทรัพย์สินของเรา พร้อมชูภาพไฟท้ายรถมินิแตก แลถามกลับไปยังผู้สื่อข่าวว่า ถ้าเป็นท่าน ท่านจะคิดเช่นไร เมื่อทรัพย์สินเสียหาย ถ้ามือถือของท่านโดนปาเสียหายแล้วคนปาหนีไป ท่านจะโกรธไหม อย่าบอกนะว่าไม่โกรธ ไม่งั้นตนจะขอมือถือมาปา

               เมื่อถามน็อตว่าเรื่องนี้มีผลต่องานอย่างไรบ้าง น็อต ก็ตอว่า เรื่องทำงานมันส่งผลตั้งแต่แรกแล้ว ผมก็ต้องยอมรับว่าผมเป็นตัวอย่างของเยาวชน เด็ก ๆ รู้จักผม ผมต้องขอโทษทุกคนที่เคยชอบและติดตามผลงาน นั้นคือสิ่งที่พี่ทำงานด้วยหัวใจ ขอให้เชื่อในตัวของน็อตคนนี้เหมือนเดิม ถึงแม้วันนี้ผมจะจมน้ำ เพราะการโมโห แต่หลังจากนี้ผมจะว่ายขึ้นมา ผมมีหลายอย่างต้องทำ มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอีกมากมาย ถ้าเชื่อในตัวผม ผมขอร้องอย่าเพิ่งไปไหน ผมขอโทษอยากให้ทุกคนให้อภัย 


    ก่อนที่น็อตจะเดินไปยกมือไหว้ขอโทษคุณแม่ของคู่กรณี พร้อมกล่าวว่าสิ่งที่ผมพูดกับแม่วันนั้นยังเหมือนเดิม ผมยังเป็นคนเดิม ซึ่งทางพี่สาวของคู่กรณี ได้เข้ามาถามว่า ถามจริง ๆ เห็นรถที่เป็นทรัพย์สิน สำคัญกว่าคนเหรอ วัตถุมันมีค่ากว่าคนเหรอ   








    ไม่มีความคิดเห็น:

    แสดงความคิดเห็น